แม่สุดช้ำ ลูกท้องเสียหนัก ถูกปฏิเสธการรักษา เสียชีวิตอนาถ โรงพยาบาลดัง จ.สระแก้ว ชี้แจงเป็นความเข้าใจผิด
เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อคุณแม่รายหนึ่งต้องสูญเสียลูกน้อยวัยเพียง 6 ขวบไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่ลูกมีอาการท้องเสียรุนแรง และเมื่อรีบนำส่งโรงพยาบาล กลับพบว่าห้องฉุกเฉินถูกปิด และต้องรอถึงเช้า ทำให้เด็กทนไม่ไหวและเสียชีวิตลง สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
เหตุการณ์ดังกล่าว ลูกถูกปฏิเสธการรักษา จากโรงพยาบาลดัง เกิดขึ้นในคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 เมื่อแม่ของเด็กชายพยายามพาลูกไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากอาการของลูกทรุดหนักจากภาวะท้องเสียรุนแรง
โดยหวังว่าจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล กลับพบว่าเจ้าหน้าที่แจ้งว่าห้องฉุกเฉินปิดให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว และต้องรอจนถึงเช้าเพื่อให้แพทย์เข้าตรวจสอบ
แม่ของเด็กพยายามร้องขอให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลลูกของเธออย่างเร่งด่วน แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่เวรอยู่ และไม่สามารถให้การรักษาได้ในขณะนั้น
ด้วยความหวังที่ลดน้อยลง เธอจึงต้องพาลูกกลับไปพักที่บ้านเพื่อรอจนถึงช่วงเช้า แต่ปรากฏว่าอาการของลูกชายทรุดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็จากไปอย่างอนาถ
ข่าวการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 6 ขวบสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนในวงกว้าง หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการให้บริการของโรงพยาบาล รวมถึงความรับผิดชอบของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ยอมให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วงเวลากลางคืน

ด้านผู้บริหารของโรงพยาบาลดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงว่าการปิดห้องฉุกเฉินในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิด พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงพยาบาลได้เสนอเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นจำนวน 400,000 บาท และร้องขอไม่ให้มีการแจ้งความดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเด็กชายผู้เสียชีวิตไม่ได้พอใจกับคำชี้แจงดังกล่าว และยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับโรงพยาบาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกของตน
พวกเขาเห็นว่าความผิดพลาดครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นการละเลยหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ควรให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก
เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจต่อระบบสาธารณสุขที่ยังคงมีช่องว่างในการให้บริการโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
หลายฝ่ายเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาตรวจสอบและปรับปรุงมาตรฐานของโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต
กรณีนี้ยังสะท้อนถึงปัญหาของโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และมีการให้บริการที่ไม่เพียงพอ การไม่มีแพทย์เวรประจำตลอด 24 ชั่วโมงถือเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ท้ายที่สุด แม้ว่าผู้บริหารโรงพยาบาลจะออกมาแสดงความเสียใจและพยายามไกล่เกลี่ยกับครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่สังคมยังคงจับตาดูว่ากระบวนการทางกฎหมายจะดำเนินต่อไปอย่างไร และมาตรการแก้ไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพียงพอในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีกหรือไม่
ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทั้งหมดนี้โดย เครื่องช่วยฟัง
